มหาอุตม์ กับ มหาอุด ต่างกันอย่างไร ??

ภาพ_2022-10-16_023823180.png
279682793_160953029741101_3466937383336478150_n.jpg

มหาอุตม์ กับ มหาอุด ต่างกันอย่างไร ??

#มีการเข้าใจผิดคิดว่า " มหาอุตม์ " กับ " มหาอุด " เหมือนกัน ทั้งๆที่ความจริงแล้วทั้งสองอย่างนี้ไม่เหมือนกัน ความหมายก็แปลไปคนละอย่าง แต่เนื่องจากสองคำนี้ออกเสียงเหมือนๆกัน จึงทำให้เข้าใจว่าเป็นแบบเดียวกัน

มหาอุตม์ กับ มหาอุด ใช้ในการเรียกต่อท้ายพระปิดตา อย่างเช่น #พระปิดตามหาอุตม์ หรือ #พระปิดตามหาอุด

" มหาอุตม์ " มีอานุภาพความศักดิ์สิทธิ์ทางด้าน ความอุดมสมบูรณ์พูนสุขด้วยทรัพย์สมบัติ ลาภ ยศ ตลอดทั้งมีสุขภาพพลานามัยที่สมบูรณ์

" มหาอุด " มีอานุภาพความศักดิ์สิทธิ์ทางด้าน คงกระพัน แคล้วคลาด ปลอดภัย

ลักษณะของพระปิดตามหาอุตม์ เป็นการจำลองแบบมาจากการเข้านิโรธสมาบัติของพระสังกัจจายน์ #จะเป็นรูปองค์พระปิดทวารทั้งเก้า (มือ 4 คู่ ) และ #มีการวางอักขระตามองค์พระ

1. ปิดหน้า 2. ปิดหู

3. ปิดหน้าท้อง 4. ปิดทวาร

ส่วนพระปิดตา มหาอุด จะมีลักษณะ คือ #เป็นพระปิดตาที่มือยกขึ้นปิดหน้าคู่หนึ่ง #ส่วนมืออีกคู่ล้วงลงปิดทวาร การสร้างพระปิดตามหาอุดก็ได้แบบมาจากการเข้านิโรธสมาบัติ ของพระสังกัจจายน์เช่นกัน เพียงแต่การสร้างจะหวังพุทธคุณทางด้าน มหาอุด คงกระพัน แคล้วคลาด มากกว่าพุทธคุณด้านอื่นๆ

FB_IMG_1661843755567.jpg
FB_IMG_1661843758483.jpg

#เครื่องรางของขลัง คืออะไร ??

#เครื่องราง หมายถึง วัตถุสิ่งของที่พระเกจิอาจารย์ หรือ ผู้รู้ได้ทำการปลุกเสกขึ้นมาเพื่อใช้ตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ เช่น ตะกรุด เบี้ยแก้ ผ้ายันต์ ลูกอม ฯลฯ

#ของขลัง หมายถึง วัตถุสิ่งของใดๆก็ตามที่มีดีในตัวเอง โดยไม่ต้องทำการปลุกเสก เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เช่น เหล็กไหล เขี้ยวเสือกลวง เขี้ยวหมูตัน เขากวางคุด ข้าวสารหิน ไม้ไผ่ตัน ฯลฯ

เครื่องรางของขลัง หมายถึง ของขลังใดๆที่มีดีในตัวเอง และผ่านการปลุกเสกหรือลงอักขระโดยพระเกจิอาจารย์ เช่น ตะกรุดหนังหน้าผากเสือ ตะกรุดไม้ไผ่ตัน เขี้ยวเสือกลวง

ลงอักขระ เบี้ยแก้ ไม้ครู มีดหมอ ผ้ายันต์ ผ้าประเจียด

เครื่องรางของขลัง แบ่งออกได้ตามประเภทดังต่อไปนี้

#ตามลักษณะการกำเนิด

1. เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติไม่มีการสรรค์สร้าง ซึ่งถือว่ามีดีในตัว และมีเทวดารักษาสิ่งนั้นๆ ได้แก่ เหล็กไหล คดต่างๆ เขากวางคุด เขี้ยวหมูตัน เขี้ยวเสือกลวง เถาวัลย์ ฯลฯ

2. สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมาได้แก่ แร่ธาตุต่างๆ ที่หล่อหลอมตามสูตร การเล่นแร่แปรธาตุ อันได้แก่ เมฆสิทธิ์ เมฆพัด สัมฤทธิ์ นวโลหะ สัตตะโลหะ ปัญจโลหะ เป็นต้น

#ตามลักษณะการใช้งาน

1. #เครื่องคาด อันได้แก่ เครื่องรางที่ใช้คาดศีรษะ คาดเอว คาดแขน

2. #เครื่องสวม อันได้แก่ เครื่องรางที่ใช้สวมคอ สวมศีรษะ สวมแขน สวมนิ้ว

3. #เครื่องฝัง อันได้แก่ เครื่องรางที่ใช้ฝังลงไปในเนื้อหนังของคน เช่น เข็มทอง ตะกรุดทอง ตะกรุดสาลิกา การฝังเหล็กไหล หรือ ฝังโลหะมงคลต่างๆ ลงไปในเนื้อจะรวมอยู่ในประเภทนี้ทั้งสิ้น

4. #เครื่องอม อันได้แก่ เครื่องรางที่ใช้อมในปาก เช่น ลูกอม ตะกรุดลูกอม

#ตามลักษณะวัสดุที่ใช้สร้าง

1. โลหะ

2. ผง

3. ดิน

4. วัสดุอย่างอื่น อาทิกระดาษสา ชันโรง ดินขุยปู

5. เขี้ยวสัตว์ เขาสัตว์ งาสัตว์ เล็บสัตว์ หนังสัตว์

6. ผมผีพราย ผ้าตราสัง ผ้าห่อศพ ผ้าผูกคอตาย

7. ผ้าทอทั่วๆไป

#ตามลักษณะรูปพรรณ

1. ผู้ชาย อันได้แก่ รักยม กุมารทอง ฤาษี พ่อเฒ่า ชูชก หุ่นพยนต์ พระสีสแลงแงง

2. ผู้หญิง อันได้แก่ แม่นางกวัก แม่พระโพสพ แม่ศรีเรือน แม่ซื้อ แม่หม่อมกวัก เทพนางจันทร์ พระแม่ธรณี และสิ่งที่เป็นรูปของผู้หญิงต่างๆ

3. สัตว์ เช่น เสือ ช้าง วัว ควาย เต่า จระเข้ งู หมูป่า เป็นต้น

288467913_171811325321938_2427913904090805648_n.jpg
288860089_171811208655283_6479192158469463376_n.jpg
288842698_171811235321947_7792205325043638194_n.jpg
288521345_171811271988610_1044758073432705599_n.jpg

การลบผง คือ อะไร?? เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ คงจะเคยได้ยินมาว่า พระองค์นี้ได้มวลสารมาจากการลบผง #ผงปถมัง #ผงอิธะเจ #ผงตรีนิสิงเห #ผงมหาราช #ผงพุทธคุ

#การลบผง คือ การที่พระเกจิอาจารย์ทั้งหลาย นั่งเขียนอักขระยันต์บนกระดานชัย หรือ กระดานชนวน แล้วลบอักขระยันต์ที่เขียนไว้เพื่อเก็บเอาเศษผงไว้เป็นมวลสารในการทำพระ

( เหมือนเอาชอล์กเขียนบนกระดานดำแล้วเอาแปรงลบออก เพื่อเก็บส่วนที่เป็นผงเอาไว้ใช้ )

ในระหว่างการเขียนอักขระยันต์นั้นพระเกจิอาจารย์จะท่องบทสวดรวมไปถึงคาถาอาคมต่างๆกำกับไว้ เพื่อให้การเขียนในครั้งนั้นๆเกิดความเข้มขลัง และ มีพุทธคุณวิเศษในด้านต่างๆ เขียนแล้วลบ เขียนแล้วลบ เขียนแล้วลบ ทำวนเวียนซ้ำไปเรื่อยๆ ทุกวันๆ

#พระเกจิอาจารย์ใช้อะไรเขียนกระดานในการลบผง ??

วัสดุที่ใช้เขียนอักขระยันต์ โดยมากทำมาจากดินสอพองผสมกับผงมงคลต่างๆตามสูตรของพระเกจิอาจารย์แต่ละท่าน นำมาปั้นเป็นแท่งแล้วเขียน

#กระดานชัย คือ อะไร ??

การนำไม้มะละกอมาแช่น้ำจนนิ่ม แล้วแผ่ออกเป็นแผ่น ฉาบหน้าด้วยรัก แล้วขัดจนเรียบใส่ขอบไม้เพื่อทำเป็นกระดาน

#ทำไมผงที่ได้จากการลบถึงมีความศักดิ์สิทธิ์ ??

1. ความศักดิ์สิทธิ์มาจากอักขระยันต์ที่เขียนบนกระดาน

2. ความศักดิ์สิทธิ์มาจากบทสวด และ คาถาอาคมต่างๆที่พระเกจิอาจารย์บริกรรมขณะเขียนอักขระ

3. ความศักดิ์สิทธิ์มาจากผงวิเศษที่นำมาปั้นรวมกับดินสอพอง ใช้สำหรับเขียนอักขระ เกจิอาจารย์บางท่านผสมผงว่าน108 หรือ ของขลังที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เช่น ผงเหล็กไหล ข้าวสารหิน ไม้ไผ่ตัน เป็นต้น

#การลบผงที่ถือเป็นหลักมาตรฐานนั้นมีอยู่ด้วยกัน 5 คัมภีร์ คือ

1. คัมภีร์ปถมัง

2. คัมภีร์อิธะเจ

3. คัมภีร์ตรีนิสิงเห

4. คัมภีร์มหาราช

5. คัมภีร์พุทธคุณ

306762315_192278716608532_5861826261571163272_n.jpg
307285531_192278753275195_8953186876964786008_n.jpg

#ประวัติของพระสมเด็จในอีกแง่มุมหนึ่ง

#บทความนี้ผมอ้างอิงจากหนังสือพระสมเด็จเก่าที่ผมได้รับมรดกตกทอดมานานหลายปี มีอยู่ 2 เล่ม เป็นหนังสือขาวดำตีพิมพ์ก่อนปี 2500 #ผนวกกับความรู้ที่ผมได้ศึกษาเรื่องพระสมเด็จมากว่า20ปี

หนังสือที่เกี่ยวกับพระสมเด็จหลายเล่มที่ผมเคยอ่าน ก็ได้นำเอาบทความบางช่วงบางตอนของหนังสือทั้ง 2 เล่มนี้ไปลงตีพิมพ์ นั่นแสดงให้เห็นถึงความน่าเชื่อถือของข้อมูลที่นำเสนอ

#ตามบันทึกของพระธรรมถาวร ช่วง จันทโชติ อายุ ๙๒ ปี ได้อุปสมบทและเล่าเรียนกับสมเด็จพระพุฒาจารย์โต เมื่อครั้งมีสมณศักดิ์เป็นพระธรรมกิตติ และอยู่มาจนกระทั่งได้เป็นพระฐานานุกรมที่พระครูธรรมรักขิตของสมเด็จพระพุฒาจารย์โต ได้เล่าถึงเรื่องพระสมเด็จของสมเด็จพระพุฒาจารย์โตไว้ดังนี้

#ชนิดพระของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต)

-- หลังเบี้ย คือด้านหลังองค์พระนูนเหมือนหลังเบี้ย #เป็นรุ่นแรก

-- พระรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า องค์พระมีเกศตรง ฐาน ๓ ชั้น เนื้อค่อนข้างหยาบ สีเหลืองชัดบ้าง เหลืองอ่อนบ้าง #เป็นรุ่นที่สอง

-- พระดินเผา เป็นพระรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ฐาน ๓ ชั้นและ ๕ ชั้น แต่มีไม่มาก เพราะเหตุเคยทูลเกล้าฯ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวแต่ไม่ทรงโปรด (พระรุ่นนี้ มีองค์พระใหญ่ พระพักตร์ใหญ่ หูบายสี พระกรกาง ปลายเส้นฐานค่อนข้างชิดซุ้ม) #เป็นรุ่นที่สาม

-- พระเกษร เป็นพระขนาดเล็กเท่าเล็บมือ ผสมเกษรดอกไม้ เนื้อเหลือง แกร่ง #เป็นรุ่นที่สี่

-- พระชานหมาก เป็นพระรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าฐาน ๓ ชั้น ทำด้วยชานหมาก เนื้อบาง หลังแอ่น เบามาก #เป็นรุ่นที่ห้า

-- พระตะกั่วถ้ำชา เป็นพระรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ฐาน ๓ ชั้นทำด้วยตะกั่วถ้ำชา #เป็นรุ่นที่หก

-- พระดินเผา เป็นพระรูปสามเหลี่ยม เกศบัวตูม นั่งขัดสมาธิเพชร เรียกกันว่า “หลวงพ่อโต" #เป็นรุ่นที่เจ็ด

-- พระผงสมเด็จวัดระฆัง วัดอินทรวิหาร วัดไชโย #เป็นรุ่นที่แปด

#มวลสารที่ใช้สร้างพระสมเด็จ

มีข้าวสุก เปลือกล้วยน้ำไทบ้าง กล้วยน้ำหว้าบ้าง ดินสอพองชนิดเหลืองที่ใช้เขียนกระดานชนวน ปูนสอหรือปูนตายที่ล่วงหล่นจากพระเจดีย์ กำแพง และจากที่อื่นๆ กับผงอาคมของท่าน เอามาผสมและตำ ละเอียดมากหรือน้อย แล้วแต่ความขยันและเอาจริงของท่าน แล้วผสมน้ำเชื้อ คือ น้ำผึ้งบ้าง น้ำตาลเคี่ยวบ้าง

มวลสารอื่นๆนอกจากนี้ผมคิดว่าบรรดาเซียนรุ่นเก่าในอดีตจับใส่เพิ่มเติมลงหนังสือ #เพื่อวัตถุประสงค์ในเชิงพาณิชย์

#พระสมเด็จจะไม่มีส่วนผสมของน้ำมันตังอิ้ว อย่างที่เข้าใจผิดกันมาเนิ่นนาน (ในหนังสือทั้ง 2 เล่มนี้ก็ไม่ได้พูดถึง)

คราบสีน้ำตาลวาวๆ บนผิวพระน่าจะเกิดจากความเค็มของเหงื่อทำปฏิกิริยากับเนื้อพระ ไม่ใช่คราบของน้ำมันตังอิ้ว

#การผสมน้ำมันตังอิ้วจะทำให้เนื้อพระแข็งดูไม่เป็นธรรมชาติ การยุบย่นของผิวพระจะเกิดขึ้นน้อยมาก (เพราะเนื้อแข็ง) คราบแคลเซียมขาวก็จะเกิดขึ้นน้อยเช่นกัน เพราะถูกปกคลุมด้วยน้ำมันตังอิ้ว #แคลเซียมคาร์บอเนตไม่สามารถดันขึ้นสู่ผิวพระชั้นบนได้

#พระสมเด็จแท้ๆถึงยุคจะเต็มไปด้วยคราบแคลเซียมขาวทั่วองค์ และการยุบตัวของผิวพระตามกาลเวลา

#วิธีการสร้างพระสมเด็จ

เมื่อผสมและตำได้ที่แล้ว ก็นำมาอัดพิมพ์คราวละ ๔๐๐-๕๐๐ องค์ แล้วท่านก็ทำการปลุกเสกวันละ 3 ครั้ง ต่อจากนั้นก็นำออกแจกตามสมควรแก่โอกาส

สมเด็จพระพุฒาจารย์(โต) ได้สร้างพระสมเด็จมากกว่า 84,000 องค์ ซึ่งผมจะเล่าต่อใน Ep. หน้า

#สีของพระสมเด็จ

เพราะเหตุที่สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ได้สร้างพระสมเด็จหลายครั้งทำให้สีของเนื้อพระสมเด็จก็แตกต่างกันตามไปด้วย เช่น

#พระสมเด็จบางรุ่นก็มีสีขาว

#บางรุ่นก็มีสีค่อนข้างเหลือง หรือ

#มีสีค่อนข้างน้ำตาล เป็นต้น

ขึ้นอยู่กับการผสมมวลสารในครั้งนั้นๆ

#สีของพระสมเด็จที่ลงในหนังสือจะไม่เหมือนองค์จริงนะครับ เพราะรูปในหนังสือจะมีการแต่งรูป แต่งสี เพื่อให้ดูสวยสดงดงาม

ฐานแซม1.jpg
Opera สแนปช็อต_2022-03-27_174552_www.llsvllsv.com.png

#ประวัติของพระสมเด็จในอีกแง่มุมหนึ่งที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน

#บทความนี้ผมอ้างอิงจากหนังสือพระสมเด็จเก่าที่ผมได้รับมรดกตกทอดมานานหลายปี มีอยู่ 2 เล่ม เป็นหนังสือขาวดำตีพิมพ์ก่อนปี 2500 ผนวกกับความรู้ที่ผมได้ศึกษาเรื่องพระสมเด็จมากว่า20ปี

หนังสือที่เกี่ยวกับพระสมเด็จหลายเล่มที่ผมซื้อมาวิเคราะห์ ก็ได้นำเอาบทความบางช่วงบางตอนจากหนังสือทั้ง 2 เล่มนี้ ไปลงตีพิมพ์ใหม่

#นั่นแสดงให้เห็นถึงความน่าเชื่อถือของข้อมูลจากหนังสือที่ผมได้นำเสนอ

#ตามบันทึกของพระธรรมถาวร ช่วง จันทโชติ อายุ ๙๒ ปี ได้อุปสมบทและเล่าเรียนกับสมเด็จพระพุฒาจารย์โต เมื่อครั้งมีสมณศักดิ์เป็นพระธรรมกิตติ และอยู่มาจนกระทั่งได้เป็นพระฐานานุกรมที่พระครูธรรมรักขิต ของสมเด็จพระพุฒาจารย์โต ได้เล่าถึงเรื่องพระสมเด็จของสมเด็จพระพุฒาจารย์โตไว้ดังนี้

#แม่พิมพ์พระสมเด็จ

เดิมทีเดียวมีแม่พิมพ์เดียว คือ แม่พิมพ์หลังเบี้ย ต่อมาหลวงวิจิตรนฤมล (พึ่ง ปฏิมาประกร) เจ้ากรมช่างสิบหมู่ ได้แกะถวายหลายแบบ มีทั้งขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ มีมากถึง 70 - 80 แม่พิมพ์

#หลวงวิจิตรนฤมล (พึ่ง) ได้แก้ไขแบบแม่พิมพ์มาเรื่อยๆ จนเป็นที่พอใจของสมเด็จพุฒาจารย์ (โต) และ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 รวมทั้งหมดมี 70 - 80 แม่พิมพ์

การแกะแม่พิมพ์เปรียบเสมือนการหัดวาดรูป ตอนแรกๆก็จะวาดได้ไม่สวยเท่าที่ควร หัดวาดไปเรื่อยๆจนเกิดความชำนาญ รูปก็จะสวยขึ้นตามลำดับ

หนังสือเก่าทั้ง 2 เล่มที่ผมใช้อ้างอิงไม่ได้พูดถึง หลวงวิจารณ์เจียรนัย ว่ามีส่วนร่วมในการแกะแม่พิมพ์พระสมเด็จ

#ดังนั้นที่พูดต่อๆกันมาก็ไม่น่าจะเป็นความจริง

#พระสมเด็จที่นิยมเล่นหากันอยู่ในปัจจุบัน ที่มีราคาแพงๆจัดเป็นพระสมเด็จยุคกลางไปจนถึงยุคปลาย เพราะ องค์พระมีความสวยงามได้สัดส่วน คมชัด ไม่บิดเบี้ยว แต่เนื้อยังไม่แกร่งมาก #โดยมากเนื้อเป็นสีเหลืองหรือน้ำตาล

#ส่วนพระสมเด็จยุคต้น (แม่พิมพ์แรกๆ) พิมพ์ทรงขององค์พระจะไม่ค่อยสวย มีความโย้เอียงของพิมพ์ องค์พระจะลึกไม่มาก พื้นที่ว่างใต้เส้นซุ้มไปจนถึงหัวไหล่และท่อนแขนทั้ง 2 ข้างขององค์พระ จะโหนกนูน ไม่เรียบตึงเหมือนพระสมเด็จยุคกลาง และยุคปลาย #โดยมากเนื้อเป็นสีขาว

#เนื้อพระสมเด็จ

เนื่องจากสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ได้ทำพระสมเด็จแจกอยู่ตลอด มากบ้างน้อยบ้าง #หลายครั้งหลายคราว ส่วนมากท่านใช้อาหารที่ท่านฉัน คือ ข้าวสุก ผลไม้ เช่น กล้วยน้ำหว้า กล้วยน้ำไทย ปูนสอ น้ำผึ้ง หรือ น้ำตาลเคี่ยว แบ่งเอามาผสมกับผงวิเศษของท่าน #ซึ่งในแต่ละครั้งก็จะไม่เหมือนกันและไม่มีสัดส่วนที่แน่นอนว่าใส่อะไรเท่าใด ย่อมแล้วแต่สิ่งที่ท่านเจ้าประคุณสมเด็จได้มาในแต่ละวัน

#ดังนั้นพระสมเด็จที่ท่านสร้างจึงไม่สามารถชี้ขาดได้ว่าผสมด้วยอะไรบ้าง

#แต่ในปัจจุบันนี้เล่นกันคนละทาง กลายเป็นว่าพระสมเด็จแท้จะต้องมีเม็ดแดง เม็ดเขียว เนื้อซุ้มกอ ก้านธูป ชายจีวร และอื่นๆ ถ้ามีมวลสารไม่ครบตามที่บอกต่อๆกันมาถือเป็นพระสมเด็จเก๊

#การสร้างพระในยุคหลังๆ จะนำมวลสารทั้งหมดที่มีอยู่มาผสมกัน แล้วกดพิมพ์พระให้ได้ตามจำนวนที่ต้องการในคราวเดียว ดังนั้นพระทุกองค์จะมีเนื้อและมวลสารเหมือนๆกัน

ต่างจากพระของสมเด็จพุฒาจารย์(โต) ที่ค่อยๆทำไปเรื่อยๆ ได้ส่วนผสมอะไรมา ก็ใช้อย่างนั้น #ไม่ยึดติด #เนื้อพระแต่ละองค์จึงไม่เหมือนกัน

#ส่วนเนื้อพระสมเด็จแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ เนื้อแกร่ง กับ เนื้อหนึกนุ่ม

#เนื้อแกร่ง คือ เนื้อที่มีส่วนผสมของปูนสอและอื่นๆ (มาก) เนื้อจึงแข็งแกร่ง

#เนื้อหนึกนุ่ม คือ เนื้อที่มีส่วนผสมของปูนสอและอื่นๆ (น้อย) แต่มีส่วนผสมของข้าวสุกและผลไม้ เช่น กล้วยมาก

#จำนวนการสร้างพระสมเด็จ

เป็นประเพณีว่า การสร้างพระพิมพ์ขึ้นให้มีจำนวนมากถึง 84,000 องค์นั้น (เท่าพระธรรมขันธ์) ย่อมเป็นผลานิสงส์อันยิ่งใหญ่ของผู้สร้าง สมเด็จพุฒาจารย์(โต) จึงได้จัดการสร้างพระขึ้นตามอุดมคตินี้

พระสมเด็จ แห่งสมเด็จพระพุฒาจารย์ โต พรหมรังษี

 

ผงวิเศษ 5 ประการ และวิธีการปลุกเสก (จากหนังสือของ อ.ตรียัมปวาย)

 

ผงวิเศษ 5 ประการ

คือ "ผงอิธิเจ, ผงปถมัง, ผงมหาราช, ผงพุทธคุณ, และ ผงตรีนิสิงเห"

ผงวิเศษ 5 ประการ มิได้เกิดจากการนำผง 5 ชนิดมารวมกัน

แต่เกิดจากผงชุดเดียวกันผ่านกรรมวิธี ถึง 5 ครั้ง

 

ขั้นแรก ทำดินสอผงวิเศษ ด้วยส่วนผสม คือ ดินโป่ง 7 โป่ง(ดินที่มีเกลือสินเธาว์ผุดเกรอะกรัง มีพบอยู่ตามป่าทั่วไป) , ดินท่า 7 ท่า (ดินจากท่าน้ำ 7 แห่งทั้งสองฝั่ง) , ดินเสาหลักเมือง 7 หลักเมือง, ขี้เถ้าไส้เทียนบูชาพระประธานพระอุโบสถ, ดอกกาหลง, ยอดสวาท, ยอดรักซ้อน, ขี้ไคลเสมา (คราบไคลดินบนแผ่นเสมาที่แสดงขอบเขตของโบสถ์) , ขี้ไคลประตูวัง, ขี้ไคลเสาตะลุงช้างเผือก (คราบไคลดินจากเสาหลักคู่ สำหรับล่ามช้างเผือก) , ราชพฤกษ์ (ไม้ต้นราชพฤกษ์ตากแห้งป่นเป็นผง) , ชัยพฤกษ์(ไม้ต้นชัยพฤกษ์ตากแห้งป่นเป็นผง) , พลูร่วมใจ (ต้นพลูที่ใช้กินกับหมาก ขึ้นเป็นดงเป็นกอ บางครั้งจึงเรียกว่า “พลูร่วมใจ” เพราะจะขึ้นพร้อมๆกัน ไม่ใช่ต้นที่ขึ้นแยกต้น แยกกอ) , พลูสองหาง (ในบรรดาใบพลู จะมีบางต้นที่น้อยมาก ปรากฏปลายใบแยกเป็น 2 แฉก) , กระแจะตะนาว (ชื่อต้นไม้ขนาดเล็ก ขึ้นในป่าเบญจพรรณ ต้นและกิ่งมีหนาม เปลือกขรุขระสีเทา ดอกเล็กสีขาวเป็นช่อสั้นมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ท่อนไม้ใช้ฝนกับน้ำเป็นเครื่องประทินผิว) , น้ำมันเจ็ดรส (น้ำมันที่ได้จากของ 7 ประเภท จะเป็นพืชหรือสัตว์ก็ได้ ยิ่งหายากยิ่งดี) , และดินสอพอง มาผสมกัน ป่นละเอียดเจือน้ำพระพุทธมนต์ ปั้นเป็นแท่งดินสอ

 

กรรมวิธีทำผงวิเศษ กระทำในพระอุโบสถ เตรียมเครื่องสักการะหน้าพระประธาน กล่าวคาถาอัญเชิญครู ประกาศอัญเชิญเทพยดา ทำประสะน้ำมนต์พรมตัว(ชำระล้างตัวให้สะอาดแล้วเอาน้ำมนต์ราดชำระให้ทั่วร่างกาย) เรียกอักขระเข้าตัว(การเรียกหรือสวดมหาพุทธมนต์ต่างๆให้มาสถิตประสิทธิ์กับตัวเอง) และอัญเชิญครูเข้าตัว

 

ผงปถมัง เป็นผงเริ่มต้น นำดินสอผงวิเศษมาเขียนสูตร และลบออกเป็นผงปถมัง

มีอานุภาพหลายด้าน แต่หนักไปทาง คงกระพันชาตรี มหาอุด แคล้วคลาด กำบังล่องหนและป้องกันภูตผีปีศาจและคุณไสย

 

ผงอิธิเจ นำผงปถมังมาปั้นเป็นดินสอ แล้วเขียนสูตร ลบผงเป็นผงอิธิเจ

มีอานุภาพ ด้านเมตตามหานิยมอย่างสูงรักษาโรคภัยไข้เจ็บ

 

ผงมหาราช นำผงอิธิเจ มาปั้นเป็นดินสอ แล้วเขียนสูตร ลบผงเป็นผงมหาราช

มีอานุภาพด้านเมตตามหานิยมอย่าสูงป้องกัน และถอนคุณไสย และแคล้วคลาด

 

ผงพุทธคุณ นำผงมหาราช มาปั้นเป็นดินสอ แล้วเขียนสูตร ลบผงเกี่ยวกับพุทธคุณนานาประการ

ให้อานุภาพ ด้านเมตตามหานิยมอย่างสูง กำบัง สะเดาะ และล่องหน

 

ผงตรีนิสิงเห นำผงมหาราช มาปั้นเป็นดินสอ แล้วเขียนสูตร ลบผงเกี่ยวกับยันตร์ตรีนิสิงเหหรือยันตร์นารายณ์ถอดรูป แล้วมียันต์พระควัมบดี และยันต์ตราพระสีห์

มีอานุภาพด้าน เมตตามหานิยม ป้องกันถอนคุณไสย และภูตผี ป้องกันสัตว์เขี้ยวเล็บงา รักษาโรค อุบัติภัยอันตรายทั้งปวง

 

คาถาการปลุกเสกพระสมเด็จ

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงตรัสถามเจ้าพระคุณว่า "พระเครื่องของหลวงพี่ปลุกเสกด้วยคาถาใด จึงได้ศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก"

เจ้าพระคุณ ตอบว่า "ปลุกเสกด้วยชินบัญชรคาถา"

 

คาถาชินบัญชร ได้อัญเชิญพระพุทธเจ้าทั้ง 28 พระองค์ และพระอรหันต์สำคัญมากมาย

รวมทั้งอัญเชิญพระสูตรสำคัญ ทั้ง 7 สูตร คือ

1.รัตนสูตร มีคุณวิเศษทางป้องกันภูตผีปีศาจ และโรคระบาด

2.กรณีเมตสูตร มีคุณวิเศษทางมหานิยม ปัดรังควานภูตผีปีศาจ และอำนวยผลสำเร็จในการงาน

3.องคุลีมาลปริตร มีคุณวิเศษช่วยในการคลอดบุตร บำบัดโรค และมีสิริมงคล

4.ธชัคคสูตร ทำใจให้บันเทิง อาจหาญ บำราบภยันตรายที่เผชิญหน้าให้แคล้วคลาดไป

5.ขันธปริตร ป้องกันสัตว์เขี้ยวเล็บงาและอสรพิษน้อยใหญ่

6.โมรปริตร เป็นผลนิรันตราย แคล้วคลาดจาก ศาตราวุธ และภยันตรายทั้งปวง

7.อาฎานาฏิยปริตร ป้องกันภูติพราย อมนุษย์ และคุณไสยทั้งปวง

พระสมเด็จองค์ครูเอื้อและองค์เจ้แจ๋ว

34253f_4934b23fb4d44c63bf4fc6de53241cc9.webp

... พระสมเด็จองค์ครูเอื้อ และ องค์เจ้แจ๋ว ในตลับทองคำฝังเพชร ...

 

 

 

... พระสมเด็จองค์ดังทะลุฟ้า องค์ครูเอื้อและองค์เจ้แจ๋วถ่ายคู่กันในตลับทองคำฝังเพชร

... เป็นรูปล่าสุดซึ่งไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน เพราะถ่ายเป็นการส่วนตัว แต่ชัดเจนมากซูมดูจะเห็นมวลสารต่าง ๆ ...

...อาจารย์ รังสรรค์  ต่อสุวรรณ ประเมินในหนังสือพระเงินล้าน ว่า องค์ครูเอื้อมูลค่าในปัจจุบันน่าจะเป็น  100 ล้าน  และองค์เจ้แจ๋วเป็นสมเด็จวัดระฆัง 200 ล้าน บาท สวยที่สุดในประเทศไทย ...

 

 

...พล.ต.ท. สันติ เสนะวงศ์ ผู้ครอบครอง ...พระสมเด็จองค์ครูเอื้อ ...

 

 

หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันอาทิตย์ที่ 3 กรกฎาคม 2548 คอลัมน์ พระเครื่องคู่ใจคนดัง

เรื่อง สุทธิคุณ กองทอง

ภาพ ทวีศักดิ์ ภักดีหุ่น ...

 

 

... พล.ต.ท. สันติ เสนะวงศ์ ผู้ครอบครอง...พระสมเด็จองค์ครูเอื้อ ...

 

 

“พระสมเด็จองค์ครูเอื้อ ซึ่งเป็นพระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์ใหญ่” ถือว่าเป็นพระสมเด็จองค์ครูที่วงการพระเครื่องมักกล่าวขวัญถึงเสมอ ๆ ซึ่งปัจจุบันนี้อยู่ในครอบครองของ พล.ต.ท. สันติ เสนะวงศ์ อดีตผู้บัญชาการประจำสำนักงานสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ...

 

 

 

“ผมแขวนพระองค์นี้มากว่า 30 ปีแล้ว โดยได้มาจากพ่อตา (ครูเอื้อ สุนทรสนาน) ท่านได้ให้ไว้เมื่อวันแต่งงานกับบุตรสาวของท่าน (อติพร สุนทรสนาน เสนะวงศ์)” พล.ต.ท. สันติ กล่าวอย่างภาคภูมิใจพร้อม ๆ กับล้วงพระสมเด็จองค์ครูเอื้อออกมาโชว์ ...

 

 

 

... ส่วนที่มาของพระสมเด็จองค์ครูเอื้อนั้น พล. ต. ท. สันติเล่าว่า สมัยที่พ่อยังรับข้าราชการอยู่กรมประชาสัมพันธ์ เวลากลับบ้านท่านก็นั่งรถรางข้างวังสวนจิตรลดาแล้วต้องผ่านนางเลิ้ง ซึ่งมีแผงขายพระเครื่องเป็นกระด้งมากมาย พ่อก็จะลงไปเลือกเช่าพระสมเด็จ โดยจะซื้อครั้งละร้อยสองร้อยบาท หลังจากนั้นไม่กี่วัน พ่อก็จะลงไปเลือกซื้อพระอยู่เป็นประจำทำให้พระสมเด็จวัดระฆังที่พ่อเก็บสะสมเอาไว้มีหลายองค์ และแต่ละองค์จะมีความสมบูรณ์มาก ...

 

 

 

... หลังจากการเลือกซื้อพระสมเด็จของพ่อ คือ ท่านจะดูด้านหลังพระสมเด็จพระพุฒาจารย์ ...

(โต พรหมรังสี) ได้ทำแล้วนำไปตากแดดคว่ำไว้ในกระด้งแล้วท่านก็เอาเหล็กจารด้านหลัง พ่อก็จะเลือกเก็บองค์แบบนั้นเสียเป็นส่วนใหญ่ จนเพื่อนหรือผู้ใหญ่มาหาขอดูพระสมเด็จของท่านแล้วเอาใส่กระเป๋าไปเลย ควักเงินให้หมื่นหนึ่งก็มี หรือผู้ใหญ่บางท่านที่นับถือกันได้ลองนำพระสมเด็จแขวนคอ แขวนเสร็จเข้านอนไปเลยไม่ยอมถอดคืนพ่อก็มี ระยะหลังพ่อก็เตือนว่า ...“ มีพระเครื่องดีอย่าให้ผู้ใหญ่ดู อย่าให้เพื่อนถือ เพราะบางครั้งทำให้หลุดมือตกแตกได้ ”

 

 

นอกจากนี้แล้ว พ่อยังบอกว่า พระสมเด็จถือว่าเป็นสุดยอดของพระเครื่อง ครั้งหนึ่งเคยจะแขวนพระชุดเบญจภาคีทั้งชุด พ่อก็บอกว่าไม่ต้องแขวนทั้งชุดหรอก มีพระสมเด็จองค์เดียวก็ถือว่ายอดพระเครื่องแล้ว เพราะมีพุทธคุณมาก เรียกได้ว่า พ่อเป็นคนชอบวิชาด้านไสยศาสตร์ โดยมีการเชิญทรงสมเด็จพระพุฒาจารย์โตอยู่บ่อยครั้ง ทำให้ท่านศึกษาแล้วเชิญทรงนั่งปรกปลุกเสกพระ สามารถรู้ได้ว่า พระองค์ไหนเก๊องค์ไหนแท้ ตามความเชื่อของตนเองก็เคยให้ท่านดูเป็นประจำ ไม่ว่าจะเดินทางไปไหน ตั้งแต่หนุ่ม ก็จะถามท่านว่าจะเดินทางครั้งนี้เป็นอย่างไร ถ้ามีภัยอุบัติเหตุก็ให้ท่านช่วยแก้ไขจากหนักเป็นเบา จากวันนั้นถึงวันนี้เป็นเวลาประมาณ 50 ปีแล้ว ...

 

 

“ตั้งแต่รับราชการตำรวจมา ผมขับรถยนต์ไปต่างจังหวัดเสมอ ๆ ไม่เคยประสบอุบัติเหตุ รถคว่ำเลย พ่อจะบอกว่า ที่ไม่เกิดอุบัติเหตุก็เพราะเกิดจากพุทธคุณขององค์พระสมเด็จ หรือบางครั้งเกิดอุบัติเหตุรถชนในกรุงเทพฯ ก็ไม่เป็นอะไร ขนาดเวลาชาวบ้านมีปัญหาเดือดร้อนก็จะสวดมนต์นึกถึงพระสมเด็จโตท่านก็จะช่วย ที่บ้านเคยมีปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์ท่านก็ช่วยให้ปัญหาคลี่คลายลงด้วยดี” นี่คือความเชื่อของ พล. ต. ท. สันติ พร้อมกับเล่าต่อว่า ...

 

 

... สมัยที่เป็นนายเวรติดตาม พล. ต. อ. ชุมพล โลหะชาละ รองอธิบดีกรมตำรวจในขณะนั้น ได้ไป อ. เวียงสระ จ. สุราษฎร์ธานี ช่วงนั้นมีพวกคอมมิวนิสต์อยู่กันมาก เวลาติดตามท่านไปกับเฮลิคอปเตอร์ก็ไม่เคยถูกยิงหรือได้รับอันตรายใด ๆ เลย สมัยนั้นคณะของพระองค์เจ้าวิภาวดีรังสิตถูกยิงตาย ท่าน พล. ต. อ. ชุมพล ก็ต้องนั่งเฮลิคอปเตอร์ไปดูที่เกิดเหตุระหว่างลงไปดูก็ไม่มีใครถูกโจมตีเลย ...

 

 

... ตามความเชื่อในพุทธคุณของสมเด็จพระพุฒาจารย์โต เชื่อกันว่า หากใครแขวนพระสมเด็จติดตัวไปแล้วถูกลอบทำร้าย คนที่จะทำร้ายจะเห็นเหยื่อเกิดเป็นภาพนิมิตมองคนเดียวเป็นสองคนได้ทำให้ตนเองเกิดความเชื่อมั่นในพุทธคุณของท่านมาตลอด ว่าปาฏิหาริย์มีจริงจากประสบการณ์ตลอดชีวิตที่ได้พบเห็นมา ...

 

 

... พล. ต. ท. สันติ เล่าด้วยว่า ครั้งหนึ่งที่พ่อพบปาฏิหาริย์กับตัวเองเมื่อครั้งเชิญพระอาทิตย์ทำให้ไฟไหม้บ้าน การเชิญพระอาทิตย์ต้องนำเด็กผู้ชายที่บริสุทธิ์มาอ่านโองการเพื่อเชิญพระอาทิตย์ ในคราวนั้นเองทำให้เกิดไฟไหม้ห้องพระของพ่อ รวมทั้งบ้านด้วย พ่อบอกว่าระหว่างเชิญพระอาทิตย์อยู่นั้นเหมือนมีคนมาขยับตัวให้ลูก พอรู้สึกตัวไฟได้ลุกขึ้นมาครึ่งห้องแล้ว ก็รีบเอาน้ำดับไฟทันที ตั้งแต่นั้นมาพ่อก็ไม่กล้าเชิญพระอาทิตย์อีกเลย ...

 

 

“การสวดมนต์ สวดพาหุง สวดคาถาชินบัญชร ท่านให้สวดตั้งแต่แต่งงานจนถึงวันนี้ ท่านบอกว่า ...

สวดมนต์แล้วชีวิตจะดำรงอยู่อย่างมีความสุข ชีวิตการงานก็จะเจริญก้าวหน้า ”

 

 

นี่เป็นคำสอนของพ่อ (ครูเอื้อ) ที่ พล. ต. ท. สันติ ยึดปฏิบัติมากว่า 40 ปีแล้ว ขณะเดียวกันก็จะทำบุญตักบาตรเป็นประจำทุกเช้า ...

 

♥ ชัยรักษ์ พิทักษ์ถิ่น 5 กรกฎาคม 48 เวลา 14:42 น.

 

 

               ... ผมขอขอบคุณทุกคนที่มีส่วนร่วมในที่นี้ด้วยครับ ...

300785404_2215883918583370_7297294109732943954_n.jpg

“พระสมเด็จองค์ครูเอื้อ" เป็นพระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์ใหญ่ ถือว่าเป็นพระสมเด็จองค์ครูที่วงการพระเครื่องมักกล่าวขวัญถึงเสมอๆ ทั้งนี้ อ.รังสรรค์ ต่อสุวรรณ ประเมินราคาพระองค์นี้ในหนังสือพระเงินล้าน ว่าองค์ครูเอื้อมูลค่าในปัจจุบันน่าจะเป็น ๑๐๐ ล้าน ส่วนองค์เจ้แจ๋วสูงกว่า ๑ เท่า สวยที่สุดในประเทศไทย ราคา ๒๐๐ ล้านบาท ...


 
             พล.ต.ท.สันติ เสนะวงศ์ อดีตผู้บัญชาการประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้เคยครอบครอง เล่าว่า ได้มาจากพ่อตา (ครูเอื้อ สุนทรสนาน) ท่านได้ให้ไว้เมื่อวันแต่งงานกับบุตรสาวของท่าน (อติพร สุนทรสนาน เสนะวงศ์) สมัยที่ท่านยังรับข้าราชการอยู่กรมประชาสัมพันธ์ เวลากลับบ้านท่านก็นั่งรถรางข้างวังสวนจิตรลดาแล้วต้องผ่านนางเลิ้ง ซึ่งมีแผงขายพระเครื่องเป็นกระด้งมากมาย พ่อก็จะลงไปเลือกเช่าพระสมเด็จ โดยจะซื้อครั้งละร้อยสองร้อยบาท หลังจากนั้นไม่กี่วัน พ่อก็จะลงไปเลือกซื้อพระอยู่เป็นประจำทำให้พระสมเด็จวัดระฆังที่พ่อเก็บสะสมเอาไว้มีหลายองค์ และแต่ละองค์จะมีความสมบูรณ์มาก ...
 
             อย่างไรก็ตามการเช่าการขายพระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม พิมพ์ใหญ่ ที่มีชื่อเสียงอยู่ในระดับแถวหน้าเช่น 'องค์เสี่ยหน่ำ' อย่าง 'องค์ลุงพุฒ' 'องค์ขุนศรี' 'องค์เล่าปี่' 'องค์กวนอู' 'องค์บุญส่ง' 'องค์เจ๊แจ๊ว' 'องค์เจ๊องุ่น' 'องค์ครูเอื้อ' 'องค์เสี่ยดม' และ 'องค์มนตรี' ล้วนมีการเช่าการขายกันองค์ละหลายสิบล้านบาททั้งสิ้น ...



              โดยเฉพาะ "องค์ขุนศรี" หรือ "องค์มนตรี" ซึ่งนายมนตรี พงษ์พานิช นักการเมืองชื่อดังในอดีตได้ครอบครอง เป็นพระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม พิมพ์ใหญ่ และพิมพ์ทรงเจดีย์ทั้งสององค์ เช่ากันเกือบ ๕๐ ล้านบาท แต่ก็เป็นที่ทราบกันในวงการพระเครื่องเท่านั้น เนื่องเพราะการติดต่อเรื่องราคาอยู่ที่ผู้ขายและผู้เช่าเท่านั้น ...


 
             สำหรับตำนานแห่งรังพระในอดีตที่มีชื่อเสียงมีอยู่ ๔ รังใหญ่ๆ คือ ๑.รังพระของครูเอื้อ สุนทรสนาน เจ้าของตำนานพระสมเด็จองค์ครูเอื้อ (พระสมเด็จ วัดระฆัง พิมพ์ใหญ่) ๒.รังพระของเจ้แจ๋ว เจ้าของสมเด็จ วัดระฆัง พิมพ์ทรงเจดีย์ องค์เจ้แจ๋ว ๓.รังพระของท่านลพ ซึ่งเป็นพระภิกษุ ถือว่าเป็นรังที่มีพระพุทธรูปบูชาที่เก่าแก่จำนวนมาก และ ๔.รังพระของคุณฉ่าหลี ยงสุนทร อดีตข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ ถือว่าเป็นเจ้าของรังพระที่รู้จักกันดีในวงการพระโบราณ มีพระชุดเบญจภาคีชั้นนำอยู่นับสิบองค์ เช่น เจ้าของพระสมเด็จ วัดระฆัง องค์ลุงพุฒิ (ปัจจุบันอยู่กับโป๊ยเสี่ย) พระสมเด็จ วัดระฆัง องค์ขุนศรี (พิมพ์ใหญ่) ...


  
             ส่วน "รังพระสมเด็จ" ที่ขึ้นชื่อของวงการพระเครื่องในปัจจุบัน ซึ่งมูลค่าของพระบางรังอาจจะสูงถึงหลักพันล้าน เช่น รังพระของนายไชยทัศน์ เตชะไพบูลย์ หรือ "โป๊ยเสี่ย" เจ้าของ พระสมเด็จองค์ลุงพุฒิ (พระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์ใหญ่) รังพระของนายปรีดา อภิปุญญา หรือ "เฮียหนึ่ง" เจ้าของพระสมเด็จองค์ครูเอื้อ (พระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์ใหญ่)พระเครื่ององค์ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นพระดังในตำนานที่ย้ายเข้าไปอยู่ในรังของนายวิชัย รักศรีอักษร ประธานกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ เจ้าของฉายา “เจ้าพ่อดิวตี้ฟรี” หรือเสี่ยวิชัย มี ๒ องค์ คือพระสมเด็จ "องค์เปาบุ้นจิ้น" และพระสมเด็จ “องค์ขุนศรี” ...